หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย > แป้งสาลี การบริโภคแป้งสาลีในปริมาณที่เหมาะสม

แป้งสาลี การบริโภคแป้งสาลีในปริมาณที่เหมาะสม

จำนวนคนดู 35 คน | เผยแพร่เมื่อ 23 พ.ค. 2558 เวลา 15:49 น.

แป้งสาลี นั้นคำแนะนำกันมาตลอดว่า อาหารในแต่ละวันส่วนใหญ่ควรมาจากอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ซึ่งก็คือ ข้าว แป้ง เผือก มัน รวมถึงขนมปังทั้งหลายที่ทำมาจากแป้งสาลี (Wheat) แต่แท้จริงแล้วควรกินแป้งสาลี ในอาหารหลักหรือ?

กรณีศึกษาที่ 1 ชายวัย 57 ปี ได้รับการตรวจพบว่าอาจเป็นโรคเบาหวาน (Syndrome X) เขาถูกห้ามไม่ให้กินน้ำตาลและผักที่มีส่วนผสมของแป้งสูง เช่น เผือก มัน แครอต ให้กินได้แต่ผักใบเขียว เช่น คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี ผักกาดขาว เป็นต้น แต่เขายังคงกินขนมปังที่ทำด้วยแป้งสาลีอยู่ ซึ่งจากการตรวจเลือดพบว่าปริมาณน้ำตาลในเลือดไม่เปลี่ยนแปลงเลย อีกทั้งมีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง และมีโอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจได้อีกด้วย

กรณีศึกษาที่ 2 ผู้หญิงวัยรุ่นอายุ 18 ปี ไม่กินอาหารที่มีส่วนผสมของแป้งสาลีเลย หลังจากที่เธอพบว่าผลตรวจเลือดออกมาว่าเธอแพ้อาหาร โดยมักมีอาการแพ้เป็นประจำ มีอาการเวียนศีรษะ เหนื่อย และคันตามผิวหนัง แต่หลังจากที่เธอลองหยุดกินอาหารที่มีส่วนผสมของแป้งสาลีก็พบว่าไม่มีความรู้สึกอยากกินแป้งอีก และน้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม อาการแพ้ก็หายไป รวมทั้งอาการที่เคยมีลมอยู่ในท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อยก็หายไปด้วย

ในกรณีศึกษาที่ 3 หญิงวัยกลางคนอายุ 45 ปี มีอาการปวดศีรษะ ไม่มีแรงเป็นลมง่าย และไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเธอเป็นโรคอะไร หลังจากหาหมอมาเป็นเวลานาน กินยามาหลายอย่างก็ไม่มีอาการดีขึ้น จนนักโภชนาการคนหนึ่ง บอกเธอว่าให้ลองหยุดกินแป้งสาลีดู และหลังจากนั้น 2 เดือน เธอเริ่มมีอาการดีขึ้น กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง และรู้สึกดูอ่อนกว่าวัยขึ้นมาก

แป้งสาลี



ประโยชน์ของวิตามินบี 12

คนทั่วไปกินข้าวและแป้งเป็นอาหารหลักมานานแล้ว และเป็นรูปแบบการกินอาหารของหลายชาติที่ต้องมีแป้งรวมอยู่ในอาหารทุกมื้อ โดยเฉพาะคนไทยก็กินข้าวเป็นอาหารหลัก แต่ในปัจจุบันการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาทำให้มีการกินขนมปังเพิ่มมากขึ้น เพราะเตรียมง่ายและสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาหุง การเก็บก็ทำง่าย ยิ่งในชีวิตปัจจุบันที่มีการแข่งขันและเร่งรีบ จึงเป็นเรื่องที่ง่ายที่จะกินแค่แซนด์วิชหรือแฮมเบอร์เกอร์แทนการนั่งกินข้าว แต่รู้หรือไม่ว่าแป้งสาลีนั้นก่อให้เกิดปัญหาได้ เช่น ทำให้สมดุลของอินซูลินในเลือดเสียไป ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย ทำให้การดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นลดลง

7 เหตุผลที่ควร ลด ละ เลิก

เหตุผลที่หนึ่ง ถ้าคุณมีน้ำหนักตัวมากเกินไป หรือไม่สามารถลดน้ำหนักได้แม้จะพยายามอย่างไรแล้วก็ตาม จากการศึกษาทางสถิติพบว่า 2 ใน 3 ของผู้คนส่วนใหญ่ใช้วิธีการลดน้ำหนักด้วยการคำนวณพลังงานอาหารหรือที่รู้จักกันว่าการคำนวณแคลอรี่ โดยมักจะเลิกบริโภคไขมันหรือกินไขมันต่ำแทนที่จะลดแป้งหรือโปรตีน บางคนอดข้าว แต่ยังคงกินขนมปัง ด้วยเหตุผลที่รู้สึกว่าข้าวทำให้อ้วนแต่ขนมปัง 1 แผ่นคงไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้วแป้งทำให้อ้วนได้มากกว่าข้าวเสียอีก เพราะระบบการย่อยไม่สามารถย่อยแป้งได้ดีเท่ากับการย่อยข้าว ดังนั้นคนที่ต้องการลดน้ำหนักควรลองหันมากินข้าวกับผัก และเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย จะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้

เหตุผลที่สอง ถ้าคุณเป็นเบาหวานหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน หรือ Syndrome X แป้งสาลีไม่เพียงแต่มีแคลอรีสูง แต่ยังมี Glycemic Index ที่เป็นตัวเร่งระดับน้ำตาลในเลือดสูงอีกด้วย ยิ่งค่า Glycemic Index หรือ GI สูงเท่าไรก็ยิ่งไม่ดีเท่านั้น เพราะการมีค่า GI สูงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลให้เกิดการสะสมไขมัน และทำให้ระดับอินซูลินสูงขึ้น เมื่อระดับอินซูลินสูงขึ้นก็เกิดการสกัดกั้นอินซูลิน หรือที่เรียกว่า Syndrome X ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง มีอัตราส่วนของคอเลสเตอรอลในร่งกายผิดปกติ ไขมัน (Triglycerides) ก็สูงขึ้นด้วย รวมถึงโรคเบาหวาน

การกินอาหารที่มีปริมาณ GI ต่ำ เช่น ผักและผลไม้ ดีกว่าการกินแป้ง ขนมปัง เพราะผักและผลไม้ช่วยให้การเผาผลาญน้ำตาลในเลือดดีขึ้น และช่วยรักษาสมดุลน้ำตาล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานได้

เหตุผลที่สาม ถ้าคุณแพ้แป้งสาลี หรือสงสัยว่าอาจจะแพ้แป้งสาลี ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดของอาหารที่คนส่วนใหญ่แพ้ และมากกว่าร้อยละ 80 ของส่วนประกอบในแป้งสาลีอาจทำปฏิกิริยาต่อร่างกายทำให้เกิดอาการแพ้ได้ สำหรับบางคนเพียงแค่สัมผัสข้าวสาลีก็เกิดอาการคันอย่างรวดเร็ว หรือเพียงกินขนมปังจากแป้งสาลีสักแผ่นก็ทำให้เกิดอาการแพ้ได้เหมือนกัน แต่ในบางรายอาจมีอาการแพ้ในรูปแบบของอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก เจ็บปวดตามข้อ อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นหลังจากกินแป้งสาลี 1 – 3 วัน ซึ่งคนทั่วไปมักจะมองข้ามสาเหตุนี้ ดังนั้นถ้าคุณกินอาหารจำพวกแป้งสาลีจะรู้สึกไม่ค่อยดี ลองลดหรือละอาหารจำพวกนี้ดู แล้วสังเกตดูว่าสุขภาพของคุณดีขึ้นหรือไม่ หรือลองไปทำการตรวจสอบวัดการแพ้ ซึ่งสามารถปรึกษาแพทย์ได้

เหตุผลที่สี่ ถ้าคุณแพ้กลูเต็น (โปรตีนที่มีอยู่ในข้าวสาลีและธัญพืชอื่น ๆ เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวไรย์) ส่วนใหญ่มักก่อให้เกิดปัญหาโรคทางช่องท้อง โดยกลูเต็นจะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร และทำให้การดูดซึมอาหารลดลง อาการที่พบโดยทั่วไป คือ จุกเสียด แน่นท้องเป็นประจำ รู้สึกปวดท้องบ่อย ท้องเสีย ขาดสารอาหาร หรือท้องผูก ซึ่งล้วนเป็นอาการข้างเคียงของการแพ้กลูเต็น

เหตุผลที่ห้า ถ้าคุณรู้สึกถึงอาการไม่สบายในร่างกายและหาสาเหตุไม่พบ อาการอาจเริ่มจากไม่รุนแรง เช่น ปวดหัว ปวดท้อง จนถึงอาการขั้นรุนแรง เช่น การทำงานของตับหรือระบบประสาทผิดปกติ

เหตุผลที่หก คุณมีความรู้สึกอยากกินแป้งมาก และมักจะกินมากเกินความต้องการเสมอ ซึ่งผู้ที่กินแป้งสาลีส่วนมากมักมีอาการติดเหมือนคนที่ติดเหล้า ติดบุหรี่ มีความอยากกินเป็นประจำ อาจอาจไม่รุนแรงเท่า

การติดอาหารสามารถเกิดขึ้นได้กับอาหารทุกชนิด แต่ก็ไม่มากเท่ากับปริมาณที่ติดแป้งสาลี เพราะผลิตภัณฑ์จากแป้งสาลีมี Glycemic Index สูงที่เพิ่มความอยากอาหาร และยังมีสาร Exorphins เป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายกับสารเอนดอร์ฟินในร่างกาย ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกดี มีความสุข ถ้าคุณกินอาหารจากแป้งสาลีเป็นประจำ ทั้งขนมปัง ธัญพืชอบกรอบ เค้ก คุกกี้ หรือพาสตา คุณก็จะเริ่มติดและอยากกินอาหารเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

นอกจากแป้งแล้ว ขนมหวานประเภทคุกกี้ เค้ก พาย ยังมีปริมาณน้ำตาลสูง ถือเป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ทำให้คนติดน้ำตาล ถ้าไม่ใส่น้ำตาลหรืออาหารไม่หวานก็จะรู้สึกว่าอาหารไม่อร่อย แรก ๆ ที่ลองลดอาหารจำพวกน้ำตาลและแป้งลงอาจจะยากในช่วงวันแรก ๆ แต่อาการจะดีขึ้นใน 4 – 5 วัน วิธีปฏิบัติที่ได้ ผลคือพยายามนึกถึงผลที่จะได้รับในระยะยาวเข้าไว้ แล้วจะรู้ว่าคุ้มค่าแค่ไหน

เหตุผลที่เจ็ด ถ้าคุณขาดสารอาหาร หรือกระดูกไม่แข็งแรง การกินอาหารที่มีแป้งสาลีเป็นส่วนประกอบจะส่งผลต่อการขาดสารอาหาร เพราะร่างกายจะดูดซึมอาหารที่จำเป็นลดลง ทำให้เกิดปัญหากระดูกไม่แข็งแรง ซึ่งในแป้งสาลีมีสารไฟเทต (Phytate) เป็นสารที่ขัดขวางการดูดซึมสังกะสี แคลเซียม เหล็ก อันเป็นสารที่สำคัญต่อกระดูกและระบบประสาท นอกจากนี้แป้งสาลียังเป็นสารที่เป็นกรดส่งผลต่อแคลเซียม เพราะร่างกายจะต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกเพื่อทำให้ความเป็นกรดลดลง

ในเมื่อแป้งสาลีมีคุณสมบัติยางอย่างที่ไม่ดีก็ควรหลีกเลี่ยงหรือลดการบริโภคอาหารประเภทนี้ แล้วหันมากินข้าวซ้อมมือที่เราเคยกินกันมาแต่โบราณ แม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองก็ยังกินข้าวบัควีต (Buckwheat) ซึ่งเป็นข้าวอีกชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ อีกทั้งหันมาบริโภคผัก ผลไม้ และสมุนไพร มากขึ้น

วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยให้เกิดสมดุลของน้ำตาลในเลือด และช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย



สัญญาณของการแพ้แป้งสาลี


หากคุณมีอาการต่าง ๆ ต่อไปนี้แสดงว่าคุณมีอาการแพ้แป้งสาลีหรือกลูเต็น ควรลดหรือเลิกเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย

·สัญญาณบอกอาการแพ้แป้งสาลี ได้แก่ มีผดผื่นคัน หอบหืด ท้องเสียหรือท้องผูก หรือท้องอืด จุก เสียด แน่นในท้อง มีปัญหาทางไซนัส เจ็บหู เจ็บจมูก ปวดศีรษะ มีความรู้สึกเจ็บกล้ามเนื้อ ข้อต่อหรือเอ็น เครียด หงุดหงิด เบื่อหน่าย น้ำหนักเน ลดไม่ลง
·สัญญาณบอกอาการแพ้กลูเต็น คือ ปวดท้อง มีลมในทอง แน่นท้อง เหงือกอักเสบ เครียด หงุดหงิด ปากเปื่อย มีอาการโลหิตจาง เนื่องจากขาดธาตุเหล็ก มีภาวะขาดธาตุสังกะสี วิตามินดี วิตามินเค ขาดสมาธิ มีความสนใจต่ำ มีสมาธิในช่วงสั้น ๆ




ความเห็น 0 รายการ

บทความที่เกี่ยวข้อง